
เพิ่งทราบข่าวไม่นานมานี้ว่ามีการสร้างหนังเรื่องโรงงานชอคโกแลตมหัศจรรย์ อีกหนึ่งผลงานที่ดัดแปลงมาจากหนังสือเล่มโปรดที่ผมชอบอ่านสมัยวัยเยาว์ เมื่อครั้งเป็นเด็กนั้น การอ่านหนังสือเป็นสิ่งนึงที่ผมชอบเป็นชีวิตจิตใจ สมัยนั้นสิ่งแรกเลยที่ผมจะเลือกอ่านก็คงเป็นชื่อเรื่องกับหน้าปก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผีของทุกประเทศไม่ว่าจะเป็นผีญี่ปุ่น ผีเกาหลี ผีฝรั่งผมอ่านหมด(ยกเว้นผีขนุนอันนี้ไม่เคย) รวมทั้งเทพนิยายต่างๆไม่ว่าจะเป็นกรีก อาหรับ อินเดีย รวมถึงเรื่อง “โรงงานชอคโกแลต” แต่งโดย โรอัล ดาร์ล แค่ชื่อเรื่องก็คงบอกได้แล้วนะครับ ว่าทำไมเด็กอย่างผมถึงเลือกที่จะอ่านโดยไม่ลังเล โดยยังมีผลงานของผู้เขียนท่านนี้อีกเรื่องที่ผมเคยอ่านและชอบก็คือเรื่อง แม่มด
สำหรับเรื่องโรงงานชอคโกแลตนั้นก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กชายชาร์ลีที่โชคดีได้รับตั๋วทองคำ1ใน5ใบจากชอคโกแลตทั้งหมดที่วางขายทั่วโลก(คล้ายๆ เปิดโออิชิลุ้นเงินล้านสมัยนี้) เพื่อเข้าชมโรงงานชอคโกแลต ของคุณ วิลลี่ วองก้า ซึ่งใหญ่ที่สุดและปิดเงียบโดยที่ไม่เคยมีใครรู้ว่าข้างในเป็นยังไงมาหลายปี โดยผู้ที่ชนะนอกจากจะได้เข้าชมโรงงานแล้ว ยังจะได้รับชอคโกแลตไปกินฟรีๆตลอดทั้งชาติเลยก็ว่าได้ เมื่ออ่านแล้วลองจินตนาการถึงชอคโกแลตที่มีมหาศาลขนาดแม่น้ำ รวมทั้งต้นไม้ใบหญ้าต่างๆที่ทำมาจากลูกกวาด แล้วผมอดใจไม่ไหวจริงๆ (เหมือนนิทานคลาสสิคที่ใช้ของหวานทำปลดปล่อยจินตนาการของเราอย่างบ้านขนมปัง) เมื่อเด็กๆ5คนนั้นก็ได้เข้าชมโรงงานก็ได้พบเจอสิ่งประหลาดๆมากมาย ไว้ลองติดตามกันดูนะครับ เดี๋ยวจะไม่ตื่นเต้น
เรื่องโรงงานชอคโกแลตนี้มีข้อคิดสอนเด็กหลายๆอย่างด้วย โดยผู้เขียนแม้จะเป็นชาวตะวันตกแต่ก็มีแง่คิดค่อนข้างเหมือนคนไทยโดยสร้างบุคลิกของเด็กชายชาร์ลีให้เป็นเด็กกตัญญู เรียบร้อย รวมทั้งให้เห็นถึงเด็กที่นิสัยไม่ดีว่าจะได้รับผลลัพธ์ยังไงกับสิ่งที่เค้าทำ เรื่องโรงงานชอคโกแลตนี้ยังมีภาคต่ออีกคือเรื่องลิฟท์มหัศจรรย์ซึ่งผมยังไม่เคยได้อ่าน แต่ทราบมาเพียงว่าจินตนาการของโรอัล ดาร์ลนั้นไปไกลมากๆ เจ้าลิฟท์มหัศจรรย์นั้นเป็นสิ่งที่คล้ายๆกับจรวดหรือกระสวยอวกาศในปัจจุบันนั่นเอง นิทานเรื่องนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจให้นักบินอวกาศหลายๆคนในเวลาต่อมา
โดยส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ที่จะนำนิทานมาทำเป็นหนังในหลายๆเรื่องที่ผ่านมา ยกตัวอย่างเช่น แฮรี่ พอตเตอร์ ซึ่งเมื่อทำเป็นหนังมันเหมือนกับเป็นการสร้างกรอบไม่สามารถทำให้เราจินตนาการได้เมื่อมีคนนำภาพในหนังสือมาให้เราเห็น ภาพในหนัง รวมทั้งเนื้อเรื่องนั้นก็ไม่สามารถเทียบกับจินตนาการเวลาเราอ่านที่ไม่มีข้อจำกัดในด้านทุน แสง สี เสียงได้ อีกทั้งเนื้อเรื่องในหนังยังถูกตัดออกไปเนื่องจากปัญหาในด้านเวลา แต่สำหรับโรงงานชอคโกแลตนั้นผมยังพอจะคาดหวังไว้เล็กน้อยว่าหนังจะต้องออกมาดี เพราะผู้สร้างคือทิม เบอร์ตัน ซึ่งเป็นคนที่ผมชื่นชอบมากๆคนนึง เนื่องจากแกสามารถนำจินตนาการออกมาเป็นภาพได้ดีในหลายๆเรื่องที่ผมเคยดูมา ไม่ว่าจะเป็น Edward The Scissor Hands ซึ่งเป็นเรื่องโปรดของผมเรื่องนึงทีเดียว จะว่าเป็นนิทานยุคใหม่เรื่องเดียวก็ว่าได้ ที่ผมเคยได้พบเจอ ทราบภายหลังว่าเรื่องนี้เป็นเหมือนผลงานวิทยานิพนธ์ที่เค้าทำก่อนจบมหาวิทยาลัยแล้วนำมาสร้างเป็นหนังในเวลาต่อมา แล้วก็ผลงานอีกหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็น Beetle juice,Batman returns,Big fish,Planet of the Apes ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องโปรดของผมทั้งสิ้น ดังนั้นถ้ามีโอกาสผมคงไม่พลาดที่จะไปชมแน่นอนครับ....
4 comments:
เรื่องผีเกาหลี ยังอยู่ที่บ้านกูเลย ตอนนั้นกูก็ซื้อไว้
แต่เรื่องนี้ไม่เคยอ่านว่ะ แต่น่าสนใจดี
edward มือกรรไกร จําได้ว่า เคยดูที่ห้องขน ตอนอยู่ น อ ดูกันหลายคนเลย
ถ้าใกล้สร้างเป็นหนังคงน่าติดตามมาก
ตอนนี้ผมกลับอยากอ่านหนังสือปกขาวครับ อาจจะกลับกับเพื่อนๆ เสียหน่อย
ว่ากลับบ้านครั้งนี้จะไปหาซื้อมาอ่านทางนางนวล นวลนาง ฯลฯ
จำได้อว่าอ่านแล้วจินตนาการดีชะมัด ตอนนี้อยากลองเขียนนิยายรักโรแมนติกบ้าง
ไม่รู้ว่าจะศึกษาจากทฤษฎีอย่างเดียวพอหรือไม่ ช่วยบอกดวยนะครับ
555 ยังมีหนังสือนวลนางขายอยุ่อีกเหรอเดี๋ยวนี้ ไว้จะรอติดตามผลงานนะท่อก
ชูฮวยหนังสือชุดจีนกูไม่เคยอ่านวะ ตัวละครมันเยอะ ชื่อก็เยอะงงอ่ะ ไม่เคยอ่านหรอกแต่เท่าที่กูคิดไว้นะ
กระสาบ วีดีโอเอ็ดเวิร์ดที่เปิดที่นออ่ะของกูเองละ
ท่อก เขียนเกี่ยวกับความรักมึงดิ
กูอยากจะเขียนเหมือนกัน
ทุกคนเขียนหน่อยๆ
อ้าว ของมึงหรืออ้อม พึ่งรู้
Post a Comment