Monday, July 04, 2005

คุณยายของผม


อย่างที่เพื่อนๆหลายคนทราบกันดีว่าคุณยายของผมท่านป่วยเป็นโรคหัวใจ ซึ่งท่านได้เข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องมาหลายเดือนแล้ว ล่าสุดเพิ่งได้รับการผ่าตัดทำบายพาสไป และอาการดีขึ้นตามลำดับ

วันแรกที่ผมทราบข่าวว่าคุณยายผมเป็นอะไร น้ำตาผมไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากผมมักจะได้ยินได้ฟังว่ามีคนเสียชีวิตด้วยโรคนี้เสมอ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าคุณยายจะอยู่ได้นานเท่าไหร่ แต่ต้องขอบคุณวิทยาการทางการแพทย์สมัยใหม่ ทำให้อาการคุณยายดีขึ้นตามลำดับ และกำลังจะได้ออกจากโรงพยาบาลภายในวัน สองวันข้างหน้านี้

ตั้งแต่จำความได้ ผมได้รับความดูแล ความอบอุ่นจากคุณยายเสมอมา แม้คุณยายจะมีหลานหลายคน แต่ผมก็เป็นหลานคนโปรดที่สุดของคุณยาย เดิมทีคุณยายของผมอยู่ที่อำเภอ อรัญประเทศ ซึ่งมีญาติและคนรู้จักของคุณยายอยุ่ที่นั่นเยอะไปหมด แม้ลูกๆของคุณยายจะย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพแล้ว คุณยายก็ไม่คิดที่จะย้ายตามมา

คุณยายของผมมีความสามารถในการทำอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาหารเวียดนาม ที่รสชาติไม่เป็นรองใคร สมัยที่คุณยายอยู่ต่างจังหวัด เริ่มแรกท่านและคุณตาร่วมกันทำกิจการเกี่ยวกับขนส่ง มีรถมากมายหลายคัน แต่หลังจากคุณตาเสีย กิจการจึงปิดไป คุณยายจึงหันไปทำสิ่งที่ตนเองถนัด คือการทำอาหาร คุณยายของผมออกขายข้าวต้มในทุกๆเช้า ในสมัยเด็กๆผมและลูกพี่ลูกน้องเคยไปช่วยยายขายของหลายๆครั้ง เวลาที่ได้ไปเยี่ยมยาย แม้เงินที่ได้อาจจะไม่มาก แต่คุณยายก็มีเงินเก็บพอกินพอใช้เนื่องจากชีวิตในต่างจังหวัดนั้นไม่ต้องใช้เงินมากมายเหมือนชีวิตในเมืองกรุง

หลังจากนั้นผมก็รบเร้าที่จะให้คุณยายมาอยู่กับผมที่กรุงเทพ ด้วยความรักหลานคุณยายจึงขายบ้านขายทุกอย่างทิ้งชีวิตในต่างจังหวัดมาอยู่กรุงเทพ จนลุงป้าถึงกับบ่นทีหลังว่า ถ้ายายไม่รักหลานคนนี้ ป่านนี้คุณยายมีเงินหลายล้านบาทแล้ว หลังจากยายได้มาอยู่กับผม คุณยายดูแลผมเป็นอย่างดี รวมทั้งสอนผมในหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการปลุกผมขึ้นมาใส่บาตรรพระในตอนเช้า ซึ่งเป็นเรื่องปกติของคุณยายตั้งแต่สมัยอยู่ต่างจังหวัด รวมทั้งให้ผมสวดมนต์ก่อนนอนเสมอๆ เวลาเป็นเด็กเมื่อผมเกเร โดนคุณแม่ตี ผมมักจะร้องไห้วิ่งไปหาคุณยายทุกครั้ง เนื่องจากคุณยายอยู่เคียงข้างผมเสมอ จนคุณแม่มักจะบ่นบ่อยๆว่า ท่านตามใจผมเกินไป เดี๋ยวผมจะเสียนิสัย ผมจึงคิดเสมอว่าจะไม่ทำให้คุณยายที่เชื่อใจและอยู่ข้างผมตลอดมาผิดหวัง แม้ผมจะเกเรตามนิสัยเด็กๆไปบ้าง แต่ผมก็มีความใฝ่ดีตลอดมา หลังจากนั้นช่วงที่ผมเข้าโรงเรียนประจำ ผมก็ได้เจอกับคุณยายน้อยลง แต่ท่านก็ยังรักและห่วงใยผมเสมอ มีอยู่ครั้งนึงที่ทางโรงเรียนแจ้งมาว่าผมป่วยต้องให้ผู้ปกครองมารับกลับบ้าน ซึ่งตอนนั้นแม่ผมไม่อยู่ คุณยายจึงรีบมารับหลานด้วยตัวเอง คุณยายบอกว่าหลงไปหลงมาอยู่นานเนื่องจากมาไม่ถูก แต่สุดท้ายก็มารับหลานจนได้

คุณยายเป็นตัวอย่างที่ดีของผมหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการสอนให้ผมรู้จักที่จะเป็นผู้ให้ สอนให้เป็นคนใจเย็น รวมทั้งคุณยายยังเป็นแบบอย่างของความรักที่ยิ่งใหญ่ แม้คุณตาจะเสียชีวิตไปแล้วจนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า40ปี แต่คุณยายก็ไม่เคยคิดที่จะแต่งงานใหม่ รวมทั้งยังคิดถึงคุณตาเสมอมา ไม่เว้นแม้แต่ยามที่คุณยายป่วยเช่นนี้ ท่านยังรบเร้าให้พวกเราพาไปงานเชงเม้งของคุณตา ที่ท่านไม่เคยที่จะลืมสักปีเดียว ตั้งแต่คุณตาเสียชีวิต

โรงพยาบาลที่คุณตาได้เข้ารับการรักษาก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตเมื่อ40ปีก่อน บัดนี้คือโรงพยาบาลแห่งเดียวกับที่คุณยายได้เข้ารับการรักษา ผมคิดว่าถ้าคุณตายังวนเวียนอยู่แถวนั้นคงจะคอยดูแลคุ้มครองยายของผมไม่ห่าง เช่นเดียวกับคุณยายของผม ที่แม้ยามที่ท่านเข้ารับการผ่าตัด คุณยายก็ยังพกรูปของคุณตาไว้กับตัว

ผมมีจุดมุ่งหมายในชีวิตหลายๆอย่าง แต่สิ่งนึงที่ผมไม่ลืมและฝันไว้ตลอดคือเมื่อผมทำงาน มีรายได้ที่ดีและมั่นคง ผมจะเลี้ยงคุณยายคุณแม่และทุกคนในครอบครัวให้อยู่อย่างสุขสบาย แต่ผมเกือบจะไม่ได้ทำตามที่หวังแล้ว เนื่องจากอาการป่วยของคุณยายที่ไม่ได้มีการบอกกล่าวแจ้งเราล่วงหน้า

การป่วยของคุณยายในครั้งนี้เป็นสิ่งเตือนใจผมและทุกๆคนในครอบครัวว่า เราควรที่จะดูแลและอยู่กับคนที่เรารัก ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่ามัวแต่ “รอ” เพราะบางทีมันอาจจะ “สาย” จนเกินไป

4 comments:

tihtra said...

ขอแสดงความดีใจด้วยนะอ้อม

เห็นไหม... "กำลังใจจากลูกหลานสำคัญที่สุด"

ขอให้มีความสุขกับการกอดคุณยาย

Lex Luthor said...

เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยท่อกเพราะก่อนผ่าตัด ลูกหลานทุกคนผลัดเปลี่ยนมาเยี่ยมเยียนตลอดเลย กำลังใจที่ยายได้รับเกินร้อยเลย

ขอให้มีความสุขกับการกอดคุณยายในเร็ววันนี้เช่นกันนะท่อก ใกล้จะได้กลับบ้านแล้ว

kasab71 said...

ดีใจด้วยอ้อม ขอให้คุณยายแข็งแรงเร็วๆ

ต้องดูแลท่านให้มากๆ ขณะที่ยังมีโอกาส

เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่จริงๆ

Egas said...

ดีใจด้วยนะอ้อมและหวังว่าคุณยายคงจะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมและอยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรต่อไปนะ และขอยินดีกับคุณยายด้วยที่มีหลานน่ารักๆ อย่างนี้