
เด็กชายโซ้ยตี๋เป็นชื่อเรียกของเด็กชายอ้อมที่ได้รับหลังจากได้เข้าไปเริ่มต้นใช้ชีวิตในโรงเรียนประจำ สมัยที่กระเป๋าหนังสือใบใหญ่เท่าตัวเด็กชายโซ้ยตี๋ การย้ายเข้าไปใช้ชีวิตในโรงเรียนประจำนั้น เนืองจากผู้ปกครองเล็งเห็นแล้วว่า เด็กชายโซ้ยตี๋มีแนวโน้มที่จะเบี่ยงเบนสูง รวมทั้งอยากให้มีความรับผิดชอบ และมีวินัยในตัวเอง จึงได้ส่งให้เด็กชายโซ้ยตี๋ลากกระเป๋าใบใหญ่เข้าไปใช้ชีวิตในโรงเรียนประจำด้วยตัวเอง หลังจากได้เข้าไปในโรงเรียนประจำก็ทำให้เด็กชายโซ้ยตี๋ได้พบกับเพื่อนซึ่งมีอิทธิพลกับชีวิตในหลายๆอย่างของเด็กชายโซ้ยตี๋ในเวลาต่อๆมา ในวันแรกที่เข้าไปในโรงเรียนประจำเด็กชายโซ้ยตี๋เห็นเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันหลายๆคนที่เข้ามาใช้ชีวิตในโรงเรียนประจำครั้งแรก ร้องไห้กันหลายๆคน ในขณะที่เด็กชายโซ้ยตี๋ไม่ร้องเลย เนื่องจากเข้าใจผิดเพราะได้ยินผู้ปกครองท่านนึงสั่งลาลูกก่อนกลับว่า แม่ไม่ได้ไปไหน โรงเรียนเค้าให้พ่อกับแม่ไปนอนอีกตึกนึง ทำให้เด็กชายโซ้ยตี๋เข้าใจผิดมาพักใหญ่ๆว่าแม่ของเด็กชายโซ้ยตี๋ก็อยู่ที่โรงเรียนเพียงแต่อยู่อีกตึกนึง ทำให้เด็กชายโซ้ยตี๋ใช้ชีวิตในโรงเรียนประจำโดยไม่ได้คิดถึงบ้านเลย หลังจากได้เข้ามาใช้ชีวิตในโรงเรียนประจำเด็กชายโซ้ยตี๋ค่อนข้างที่จะเป็นเด็กเอี๋ยได้รับความเอ็นดูจากเพื่อนๆพี่ๆและคุณครูหลายๆท่าน จนทำให้เด็กชายโซ้ยตี๋ค่อนข้างกร่างและซ่าอยุ่เป็นประจำ ดังนั้นเด็กชายโซ้ยตี๋จึงมักมีเรื่องให้เจ็บตัวอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งไม่ค่อยเจียมตัวเท่าไหร่เลย มีเรื่องทีไรก็สู้เค้าไม่ได้ซะเป็นส่วนใหญ่เนื่องจากรูปร่างไม่เอื้ออำนวยแต่ใจรัก(ไปในทางที่ผิด) จึงมักมีรอยฟกช้ำในร่างกายตลอดเวลา พอกลับบ้านแม่มักจะเห็นรอยทุกครั้ง ซึ่งเด็กชายโซ้ยตี๋มักจะอ้างว่าไม่รู้เหมือนกันว่าโดนอะไร แต่คุณแม่ก็จะทราบอยุ่เสมอเนื่องจากโดนคุณครูรายงานทุกครั้งเวลากลับบ้าน อยู่โรงเรียนประจำเด็กชายโซ้ยตี๋มีกิจกรรมที่ชื่นชอบหลายๆอย่าง ที่มีอิทธิพลต่อเด็กชายโซ้ยตี๋ต่อไปในอนาคตเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการวาดรูป(ในเวลาเรียน) การรักการอ่านหนังสือ(ไร้สาระซะเป็นส่วนใหญ่) รวมถึงการเล่นกีฬา หลังจากเด็กชายโซ้ยตี๋ได้ใช้ช่วงเวลาแห่งความสุขในชีวิตมาได้จนจบประถมศึกษาปีที่6 เวลาแห่งการจากลาก็มาถึง เนื่องจากเด็กชายโซ้ยตี๋ค่อนข้างคิดว่าตัวเองเป็นเด็กมีปัญหาจึงมักจะชอบทำตัวเรียกร้องความสนใจ คุณแม่จึงตัดสินใจให้เด็กชายโซ้ยตี๋ออกมาอยู่ในความดูแลมากขึ้น วันสุดท้ายของการใช้ชีวิตในโรงเรียนประจำค่อนข้างน่าใจหาย วันที่ตื่นขึ้นมาแล้วนำผ้าปูเตียงมายัดใส่ไว้ในถุงใส่หมอนครั้งสุดท้ายรวมถึงการเก็บของต่างๆในตู้รวมถึงหนังสือในโต๊ะห้องเพรบ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ความเป็นเพื่อนที่เด็กชายโซ้ยตี๋มีกับเพื่อนๆห่างหายไปตามเวลา หลังจากนั้นเด็กชายโซ้ยตี๋จึงหายไปพักใหญ่ๆจนอายุ15ปีบริบูรณ์เด็กชายโซ้ยตี๋จึงได้มีโอกาสไปเยี่ยมเพื่อนๆรวมถึงโรงเรียนที่รักบ้างเป้นบางครั้งบางคราว เนื่องจากเด็กชายโซ้ยตี๋เพิ่งจะออกไปไหนด้วยตัวเองเป็น จึงได้กลับมาเจอเพื่อนกันเช่นเดิม จนมาถึงการเข้าสู่มหาวิทยาลัยทำให้เด็กชายโซ้ยตี๋ได้ใกล้ชิดกับเพื่อนเก่าๆที่รักมากขึ้น รวมถึงได้มีโอกาสออกไปเที่ยวต่างจังหวัดไกลหูไกลตาผู้ปกครองหลายๆครั้ง ทุกวันนี้แม้เด็กชายโซ้ยตี๋จะเติบใหญ่ขึ้นมารวมถึงมีภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น แต่เด็กชายโซ้ยตี๋กับเพื่อนวัยเยาว์ก็ยังคงวิ่งเล่นกันอยู่ในตัวผมตลอดมา....
5 comments:
เด็กชายโซ้ยตี๋น่าจะลอง "ย่อหน้า" หน่อยนะครับ จะทำให้อ่านง่ายยิ่งขึ้น
ขอบใจมากท่อก สำหรับคำแนะนำ เรื่องหน้าจะทำย่อหน้าให้อ่านง่ายขึ้นนะ แล้วมาสังสรรค์กันบ่อยๆละ สนุกดี
โห.....สุดยอดวะ คิดว่าพ่อแม่นอนอยู่ตึกข้างๆ ถึงกับอึ้ง
โห.....สุดยอดวะ คิดว่าพ่อแม่นอนอยู่ตึกข้างๆ ถึงกับอึ้ง
กูว่าคุ้นๆนะอ้อม จําได้ว่าตอนเด็กๆมึงซ่ามาก(จริงๆ)แต่กูไม่รู้เรื่องที่มึงไม่ร้องไห้ เพราะเหตุนี้ว่ะ ยอดมากเลย
เจ๋งๆๆๆๆๆ
Post a Comment